Case Study: โรงงานเปลี่ยนมาใช้เครื่องเชื่อม / ตู้เชื่อม CO2 แล้วลดต้นทุนการผลิตได้จริง

ในอุตสาหกรรมงานโครงสร้างเหล็ก “ต้นทุนงานเชื่อม” เป็นหนึ่งในต้นทุนหลักที่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง วัสดุสิ้นเปลือง หรือเวลาการผลิต

บทความนี้นำเสนอกรณีศึกษาของโรงงานผลิตโครงเหล็กขนาดกลาง ที่ปรับเปลี่ยนระบบงานเชื่อมจากแบบลวดเชื่อมไฟฟ้า (MMA) มาใช้ เครื่องเชื่อม / ตู้เชื่อม CO2 (MIG/MAG) และสามารถลดต้นทุนรวมลงได้อย่างมีนัยสำคัญภายในไม่กี่เดือน

 

 

                                             mig270s


ปัญหาก่อนเปลี่ยนมาใช้เครื่องเชื่อม / ตู้เชื่อม CO2

ก่อนการปรับเปลี่ยน โรงงานพบปัญหาหลักดังนี้:

    • ใช้เวลาเชื่อมค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องเปลี่ยนลวดบ่อย

    • มีสะเก็ดเชื่อมจำนวนมาก ทำให้เสียเวลาขัดแต่ง

    • แนวเชื่อมไม่สม่ำเสมอ เกิดงานแก้ไข (Rework)

    • ต้นทุนลวดเชื่อมสูงกว่าที่ควรจากการสูญเสียปลายลวด

เมื่อรวมต้นทุนค่าแรง + ค่าวัสดุ + เวลาในการผลิต ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นอยู่ในระดับสูง และส่งผลต่อกำไรโดยตรง


ทำไมโรงงานจึงเลือกใช้?

เป็นระบบเชื่อมแบบป้อนลวดอัตโนมัติ (Wire Feed) ทำให้สามารถเชื่อมต่อเนื่องได้ยาวกว่า MMA และเหมาะกับงานผลิตจำนวนมาก

ข้อดีที่โรงงานให้ความสำคัญ ได้แก่:

    • เชื่อมได้รวดเร็วขึ้น

    • แนวเชื่อมเรียบและสม่ำเสมอ

    • ลดสะเก็ดและลดเวลาทำความสะอาด

    • ควบคุมกระแสไฟและความเร็วลวดได้แม่นยำ

    • เหมาะกับเหล็กความหนา 2–6 มม. ซึ่งเป็นงานหลักของโรงงาน


ผลลัพธ์หลังปรับเปลี่ยนระบบ

หลังจากติดตั้งตู้และอบรมช่างเชื่อมในเรื่องการตั้งค่ากระแสไฟและความเร็วลวดอย่างเหมาะสม โรงงานพบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

1. เวลาการผลิตลดลง

การเชื่อมต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดเปลี่ยนลวดบ่อย ทำให้เวลาต่อชิ้นลดลง ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

2. งานแก้ไขลดลง

แนวเชื่อมที่สม่ำเสมอช่วยลดอัตรา Rework ทำให้ลดทั้งต้นทุนแรงงานและเวลาที่สูญเสียไปกับการแก้ไข

3. ต้นทุนวัสดุสิ้นเปลืองมีประสิทธิภาพขึ้น

ลวดเชื่อมแบบม้วนสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียเมื่อเทียบกับลวดเชื่อมแบบแท่ง

4. ต้นทุนรวมลดลง

เมื่อรวมทุกปัจจัย โรงงานประเมินว่าต้นทุนงานเชื่อมต่อหน่วยลดลงประมาณ 15–20% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและปริมาณการผลิต


ปัจจัยที่ทำให้การลดต้นทุนเกิดขึ้นจริง

การเปลี่ยนมาใช้ตู้เชื่อม CO2 เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ความสำเร็จเกิดจากปัจจัยร่วมดังนี้:

    • เลือกขนาดแอมป์ให้เหมาะกับงาน

    • ตั้งค่ากระแสไฟและแรงดันไฟถูกต้อง

    • ฝึกอบรมช่างให้เข้าใจเทคนิคการเดินแนว

    • วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับระบบเชื่อมใหม่


โรงงานแบบไหนที่เหมาะกับตู้เชื่อม CO2?

    • โรงงานผลิตโครงสร้างเหล็ก

    • งานเฟรมเครื่องจักร

    • งานประตู รั้ว โครงหลังคา

    • งานผลิตจำนวนมากที่ต้องการความสม่ำเสมอ

หากงานของคุณต้องการ “ความเร็ว + คุณภาพแนวเชื่อมที่สม่ำเสมอ” ตู้ CO2 อาจเป็นการลงทุนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว


สรุป

กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า
การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการเชื่อมให้เหมาะสมกับลักษณะงาน สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนได้จริง

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามประเภทงาน ปริมาณการผลิต และการตั้งค่าเครื่อง

หากต้องการประเมินว่าโรงงานของคุณเหมาะกับตู้เชื่อม CO2 หรือไม่ ควรวิเคราะห์ต้นทุนงานเชื่อมปัจจุบัน และทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจลงทุน

👉 ดูรายละเอียดตู้เชื่อม CO2 ทั้งหมดที่นี่

ติดตามได้ที่ Fanpage

คู่มือเลือกซื้อเครื่องเชื่อม / ตู้เชื่อมแบบมืออาชีพ

งานเชื่อมโรงงาน
Scroll to Top